วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เห็ดชนิดไหนเหมาะกับมะเร็งชนิดไหน







สมุนไพรที่ฮิตกันมากๆ ในการนำมาใช้รักษาโรคมะเร็งคงหนีไม่พ้นเห็ด โดยเฉพาะเห็ดหลินจือ เป็นเห็ดที่คนไทยน่าจะได้ยินกันบ่อยมากที่สุด เพราะเป็นเห็ดที่มีประโยชน์หลายอย่าง แต่อันที่จริงแล้วยังมีเห็ดอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้อีก ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้สรรพคุณของเห็ดแต่ละชนิดกันก็เท่านั้นเอง

ในปัจจุบันเห็ดบางชนิดเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็หารู้ไม่ว่าเห็ดจำพวกนี้ล่ะที่สามารถนำมาสกัดเป็นยารักษาโรคมะเร็งได้

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เห็ดเป็นยา ใครหารู้ไม่?

         
          เห็ด รา อยู่ในตระกูลเดียวกัน ถ้ามีขนาดเล็กเรียกว่า รา และถ้ามีขนาดใหญ่เรียกว่า เห็ด ทั้งเห็ดและรา มีทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ
          ยารักษาโรคบางชนิดก็ได้มาจากสิ่งมีชีวิตในตระกูลนี้ครับ ยกตัวอย่างเช่น ยาลดไขมันในกระแสเลือด Statin ก็ได้มาจากราชนิดหนึ่ง ราบางชนิดผลิตสารที่ยับยั้งโคเลสเตอรอลได้ด้วยนะครับ ในส่วนของเห็ดเองก็ได้มีการทำวิจัยในเรื่องของสารจากเห็ดที่สามารถยับยั้งคอเรสเตอรอลได้เช่นกัน ซึ่งได้แก่ เห็ดไมตาเกะ เห็ดลิ้นจือ เห็ดหอม เห็ดจำพวกนี้มีส่วนประกอบของ eritadenine
          เห็ดหลายชนิดที่สร้างสารยับยั้งไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งที่ยับยั้งเชื่อเอชไอวี ได้แก่ เห็ดหัวลิง เห็ดชาก้า เห็ดถั่งเช่า และเห็ดหอม เป็นต้น
          เห็ดที่มีสารออกฤทธิ์ในการต้านฮอร์โมน ได้แก่ เห็ดกระดุม และเห็ดลิ้นจือ
          เห็ดที่อยู่ในความสนใจในการทำวิจัยเพื่อนำมาใช้ในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ได้แก่ เห็ดลิ้นจือ เห็ดหูหนู เห็ดกระดุมสีน้ำตาล เห็ดหัวลิง เห็ดชาก้า เห็ดไมตาเกะ
          จากทีได้กล่าวมาทั้งหมด เห็นได้เลยว่ามีเห็ดตั้งหลายชนิดที่นำมาทำการวิจัยเพื่อนำมาใช้เป็นยาในอนาคต แต่ถึงตอนนี้ยังไม่ได้มีการระบุอย่างเป็นทางการว่าเห็ดเหล่านี้สามารถรักษาโรคต่างๆ ให้หายขาดได้ แต่เห็ดเหล่านี้ก็มีผลดีต่อสุขภพาอยู่แล้ว


วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2556

มาให้สารสกัดจากเห็ดกันเถอะ

          จากการศึกษาและวิจัยมายาวนานเกี่ยวกับเรื่องการใช้เห็ดต่างๆ ในการนำเห็ดมาทำเป็นสารสกัดเพื่อรักษาโรคมะเร็ง โดยจะนำเห็ดหลายๆ ชนิด มารวมกัน ผสมปนไปด้วยกัน ซึ่งวิธีนี้ประเทศญี่ปุ่นก็ทำเช่นกัน
          และจากการสังเกตพบว่า การให้สารสกัดจากเห็ดจะเริ่มให้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการรักษา และระหว่างการรักษา ผลที่ได้จะเห็นชัดเจนในเรื่องของการลดผลข้างเคียงจากการจากการให้เคมีบำบัดและการฉายแสง
          สิ่งที่ได้เห็นอย่างชัดเจนอีกอย่างหนึ่งก็คือ สารสกัดเหล่านี้มีพิษน้อยมาก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ก็เพื่อความปลอดภัยก็ต้องควรระวังฝนผู้ที่มีประวัติการแพ้เห็ดด้วย เพื่อความสบายใจของผู้ป่วย และเพื่อการรักษาที่ได้ผล

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

เห็ดออกฤทธิ์อย่างไรกับมะเร็ง

        สารสกัดที่ได้จากเห็ดส่วนใหญ่ไม่ได้ไปฆ่าหรือทำลายเซลล์มะเร็งได้โดยตรง แต่มันไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

        
         การกระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยสารสกัดจากเห็ดจะมีผลทั้งต่อเซลล์เม็ดเลือกขาว รวมถึงสารเคมีสื่อสารระหว่างเซลล์เพื่อตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย
         สารสกัดที่ได้จากเห็ดก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามชนิดของเห็ด เช่น
              - Lentinan จากเห็ดหอม
              - Schizophyllan จากเห็ดแครง
              - Grifon-D จากเห็ดไมตาเกะ
         ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จะมีการใช้สารสกัด จากเห็ดกันมาก โดยจะใช้ควบคู๋ไปกับการรักษามะเร็งตามแบบแผนตะวันตก คือการให้เคมีบำบัดและการฉายรังสี

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

เห็ดรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือ

           ในสมัยโบราณ ประเทศจีนเป็นประเทศที่ใช้สมุนไพรหลากหลายชนิดในการรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ เห็ดก็เป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่งที่มีการใช้และระบุอยู่ในตำราทางการแพทย์ของจีนตั้งแต่สมัยโบราณ ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีก็เป็นประเทศหนึ่งที่ใช้เห็ดในการบำบัดรักษาโรคเช่นกัน


          จนกระทั่งไม่นานมานี้ ทางประเทศในแถบซีกโลกตะวันตกหรือที่เราเรียกว่า ฝรั่ง เริ่มสนใจในการนำเอาเห็ดชนิดต่างๆ ไปทำการวิจัยต่อยอด เพื่อนำเอาไปประกอบการรักษาโรคมะเร็งหรือภาวะอื่นๆ
          เห็ดที่อยู่ในตำราแพทย์แผนจีนโบราณนั้นมีนับร้อยชนิด ไม่ได้ใช้เฉพาะกับโรคมะเร็งเพียงอย่างเดียว แต่ใช้รักษากับโรคอื่นๆ ด้วย
          สารอาหารที่มีอยู่ในเห็ดก็มีอยู่จำนวนมากจนถือได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะกับการรับประทานเป็นประจำ และยอมรับว่าเห็ดนั้นยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

โทรมจากการรักษามะเร็ง

          เป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวที่สุดก็คือผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งที่ค่อนข้างจะหลักเลี่ยงได้ยาก นอกจากคนไข้อาจจะแพ้ยาที่ให้แล้ว เราอาจจะได้เรื่องของการทีีคนไข้โรคมะเร็งมีผมร่วง หน้าตาร่างกายทรุดโทรมจากการรักษาก็มีบ้างเช่นกัน ทั้งนี้นั้นก๋ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษาด้วยว่าเป็นการรักษาแบบไหน
ภาพตอนที่สตีฟ จ๊อบ ป่วยเป็นโรคมะเร็ง

          คนไข้บางคนพอรู้ว่าต้องให้เคมีบำบัดหรือการฉายแฉงก็อาจจะท้อใจ เพราะอาจจะเคยได้ยินต่างๆ นาๆ มาว่าจะทรมาณ บางคนก็เลยเลือกที่จะไม่ไปรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน แต่กลับไปหาสมุนไพรมารักษาตัวเองแทน
          กลไกการทำงานของยารักษามะเร็ง คือ การเข้าไปหยุดการทำงานของเซลล์ที่กำลังแบ่งตัว แต่อย่าลืมนะครับว่าในร่างกายของคนเราที่เป็นปกติดีอยู่แล้ว ก็จะมีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างต่อเนื่องอยู่แล้งครับ ดังนั้นวิธีการรักษามะเร็งก็อาจจะไปรบกวนหรือทำลายการทำงานของเซลล์ปกติได้เช่นกัน
          เรื่องของอาการโทรมจากการรักษาโรคมะเร็ง จะเป็นมากหรือน้อยก็ขึ้นกับวิธีการรักษาหรือยาที่ใช้มีการค้นพบยามะเร็งแบบใหม่ๆ ที่มีผลข้างเคียงน้อยลง และทำให้คนไข้สบายตัวกับการรักษามากขึ้น

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

การฉายรังสีรักษามะเร็ง


                การฉายรังสี หรือการฉายแสง เป็นการรักษาโรงมะเร็งโดยการฉายรังสีในบริเวณที่มีเซลล์มะเร็ง และการที่จะฉายรังสีแบบไหนจะต้องฝังแร่กัมมันตภาพรังสี หรือกลืนน้ำแร่กัมมันตภาพรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดมะเร็งด้วย
                การฉายรังสี เป็นการปล่อยรังสีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง ถ้าก้อนมะเร็งอยู่ลึกเข้าไปในร่างกาย เวลาที่ฉายรังสีหรือฉายแสงมันก็จะต้องโดนเนื้อเยื่อปรกติของร่างกายของเราด้วย
                คนไข้ที่ได้รับการฉายรังสีอาจจะมีอาการต่อไปนี้
-          ผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีมีอาการแดง คล้ำ และมีอาการคัน
-          เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
-          ภูมิคุ้มกันต่ำ มีเลือดออกง่าย
-          คลื่นไส้อาเจียน หากฉายแสงบริเวณลำคอ และช่องท้อง
-          ปวดท้อง ถ้าฉายแสงบริเวณช่องท้อง
-          หูอื้อ ผมร่วง หากฉายแสงบริเวณศีรษะ
-          ปัสสาวะบ่อย หากฉายแสงบริเวณท้องน้อย
-          เป็นแผลในปาก เจ็บคอ หากฉายแสงบริเวณลำคอ
                สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องเตรียมรับมือ เพราะอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่เป็นโรงมะเร็งทุกคน แต่ในบางคนอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรคและการรับประทานอาหารของคนไข้คนนั้น และกำลังใจในการต้อสู้กับโรคร้าย

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

มารู้จักเคมีบำบัด รักษามะเร็ง




                การให้เคมีบำบัดในการรักษามะเร็ง คือ การให้ยาเพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็ง ตัวยาจะไปออกฤทธิ์ด้วยการไปยับยั้งการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์มะเร็ง
                เราทุกคนรู้กันว่าเคมีบำบัดสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่อย่าลืมไปว่ามันจะทำลายเซลล์ดีๆ ในร่างกายของเราด้วย แถมยังไปทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราให้ย่ำแย่ลงไปด้วย
                ผลข้างเคียงที่คนไข้จะต้องเผชิญได้นั้น ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ มีแผลในปาก และผมร่วง ส่วนอาการจะมีมากหรือน้อยนั้นอยู่ที่ความแข็งแรงและกำลังใจของคนไข้
                นอกจากเคมีบำบัด จะให้โดยการฉีดเข้าเส้นเลือดแล้วยังมีเคมีบำบัดแบบใช้รับประทานด้วย แต่สิ่งที่หลายคนกังวลมากที่สุดน่าจะเป็นผลข้างเคียงของเคมีบำบัด ที่ทำให้คนไข้อาจจะไม่กล้าไปรักษาเลย
                คนไข้และญาติต้องสังเกตอาการต่อไปนี้ว่ามีหรือเปล่า ถ้ามีแสดงว่าต้องรีบกลับไปพบแพทย์หรือบอกแพทย์ให้ทราบทันที คือ ไข้สูง ตัวร้อนจัด มีแผลในปากและลำคอ มีอาการซึม ชัก เกร็ง ไอ หอบ แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย บวมตามร่างกาย มีผื่นตามตัว ปัสสาวะเป็นเลือด และบริเวณที่แทงน้ำเกลือมีอาการบวม แดง

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บร็อคโคลี่ ต้านมะเร็งได้นะ!!

บร็อคโคลี่ 
คือผักสีเขียวที่มีคุณประโยชน์มากมายเลยทีเดียว มาดูคุณประโยชน์ของ บร็อคโคลี่ ว่าให้อะไรแก่ร่างกายของเราได้บ้าง แต่ขอบอกเลยนะครับว่า ถ้าคุณได้อ่าน โดยเฉพาะสาวๆ ด้วยแล้วล่ะก็ ถ้าได้รู้ถึงประโยชน์ของบร็อคโคลี่แล้ว รับรองว่าคุณจะต้องอยากทาน บร็อคโคลี่ อย่างแน่นอน


ประโยชน์ จาก บร็อคโคลี่
ใครที่ไม่ชอบกินบร็อคโคลี่ต้องมาฟังทางนี้ บร็อคโคลี่มีสารที่เรียกว่า ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ซึ่งเป็นสารป้องกันโรคมะเร็ง บร็อคโคลี่ 1 ถ้วยตวง ให้ วิตามินซี สูงถึง 13% ของปริมาณวิตามินซีที่เราควรรับประทานต่อวัน และบร็อคโคลี่ก็อุดมไปด้วย เบต้า-แคโรทีน เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งวิตามินเอที่สำคัญแล้ว บร็อคโคลี่ ยังมี ธาตุซีลีเนียม ที่ มีสรรพคุณช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนังอีกด้วย ดังนั้น การรับประทานบร็อกโคลี่เป็นประจำจะช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่นง่ายดู อ่อนกว่าวัยเป็นหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลา
- ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ
- อุดมด้วยวิตามินซี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายและยังช่วยให้ผนัง   เส้นเลือดแข็งแรง
- ประกอบด้วยสาร Glutathione ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน และโรคหัวใจ และนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดระดับคลอเลสเตอรอล และช่วยลดความดันโลหิตสูงอีกด้วยนะครับ
- ป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจากบร็อคโคลี่จะมีสารเบต้าแคโรทีนสูงโดยเฉพาะสาร Lutein

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

มะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก คืออะไร 
มะเร็ง คือ เนื้อร้ายที่เจริญเติบโตขึ้นโดยปราศจากการควบคุม
ปากมดลูก คือ อวัยวะในร่างกายของสตรี เป็นส่วนหนึ่งของมดลูก อยู่ภายในช่องคลอด มีหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมภายนอกร่างกาย มะเร็งปากมดลูก เป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก สามารถแพร่ขยายลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงมดลูกภายในอุ้งเชิงกราน และสามารถกระจายไปยัง ปอด ตับ ลำไส้ หรือสมองได้
มะเร็งปากมดลูก เกิดจากอะไร
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งแห่งความรัก หากปราศจากการมีเพศสัมพันธ์ มะเร็งก็ไม่เกิด พบว่าเชื้อไวรัส HPV เป็นสาเหตุที่ชักนำให้ปากมดลูกเกิดความผิดปกติกลายเป็นมะเร็ง โดยเชื้อไวรัส HPV เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดหูดหงอนไก่ และเมื่อสตรีได้รับเชื้อไวรัส HPV มาจากการมีเพศสัมพันธ์ เชื้อชนิดนี้จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมภายในเซลล์ปากมดลูก จนกลไกการควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ถูกกระตุ้นขึ้น ตามมาด้วยการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ซึ่งไม่อาจหยุดยั้งได้ของเซลล์เนื้องอก

อาการที่พบของมะเร็งปากมดลูก
คือ มีตกขาวจำนวนมากผิดปกติ ลักษณะเป็นหนอง กลิ่นเหม็นหรือมีลักษณะคล้ายน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด เลือดออกกระปริบกระปรอย หรือเลือดออกในขณะที่ไม่ใช่รอบเดือน แต่อาการเหล่านี้ไม่ใช่จะเป็นอาการของมะเร็งปากมดลูกเสมอไป เพราะอาจจะเป็นอาการของโรคทางระบบอวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งอย่างไรก็ตามควรไปตรวจวินิจฉัยกับแพทย์
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก
- การมีคู่นอนหลายคน ทำให้เสี่ยงต่อการรับเชื้อไวรัส HPV มากขึ้น 
- การมีเพศสัมพันธ์กับชายสำส่อน ซึ่งอาจรับเชื้อไวรัส HPV เข้าสู่ร่างกายจากสตรีอื่นมาแล้ว 
- การสูบบุหรี่หรือขาดสารอาหารบางชนิด ทำให้ร่างกายมีความบกพร่องของกลไกป้องกันไวรัส HPV
- การมีเพศสัมพันธ์ขณะอยู่ในวัยเด็กหรือวัยรุ่น เนื่องจากปากมดลูกในระยะนี้ไวต่อการติดเชื้อ HPV 
สตรีที่มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มาก คือ
- มีเพศสัมพันธ์ขณะอายุยังน้อย และไม่ป้องกัน
- มีคู่นอนหลายคนไม่เลือกหน้า
- สามีเที่ยวโสเภณี เที่ยวผู้หญิง
- ติดโรคทางเพศสัมพันธ์บ่อยๆ เช่น หูดหงอนไก่ เริม
- ไม่เคยตรวจภายในเลย

- อายุอยู่ในช่วง 30 – 50 ปี 
- สูบบุหรี่ 

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

วิธีลดความเสี่ยงจากมะเร็ง

          หลายๆ คน คงจะรู้จักโรคมะเร็งกันเป็นอย่างดีนะครับ เพราะถือว่าเป็นโรคร้ายที่ไม่มีใครจะพูดถึงหรืออยากเป็นกันเลยก็ว่าได้ "มะเร็งร้ายพรากชีวิตคนที่คุณรักไปมากแล้ว" วันนี้ผมก็มีวิธีลดความเสียงจากการเป็นมะเร็งมาฝากกันนะครับ

เริ่มด้วยข้อแรกกันเลยนะครับ

1. ทานอาหารทีมีประโยชน์
         ตอนเด็กๆ ทุกคนคงเคยถูกพ่อแม่บังคับให้กินผัก เพราะเจ้าผักสีเขียวจำพวก บร็อคโคลี่  กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และกะหล่ำดาว ที่น้อยคนจะโปรดปรานนั้น กลับอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นในการต่อสู้กับมะเร็ง เป็นส่วนประกอบสำคัญในตำราอาหารต้านมะเร็งด้วย 

2. ออกกำลังกายให้มากขึ้น
         การออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้ การออกกำลังกายในที่นี้ไม่จำเป็น ต้องเป็นการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงแบบนักกีฬา การเล่นโยคะ เดินหรือเต้นแอโรบิก ก็ถือเป็นการ ออกกำลังกายที่ช่วยต่อสู้กับมะเร็งได้ดีที่สุดเช่นกันครับ

3. เลิกบุหรี่
          ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตผู้คนไปมากที่สุดในบรรดามะเร็งชนิดต่างๆ ดังนั้นหากคุณติดบุหรี่ การเลิกสูบเสียแต่วันนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมครั้งสำคัญ ที่สุดที่จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งปอดและโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุมาจากบุหรี่ 

4. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
          การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยไม่เพียงช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเสียชีวิตของผู้หญิงไทยและผู้หญิงทั่วโลก เชื่อกันว่าประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุมาจาก HPV และเชื้อ HPV ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ทวารหนักและอวัยวะเพศอีกด้วยนะครับ หนุ่มๆ สาวๆ ทั้งหลายฟังแล้วก็ควรจะรู้จักป้องกันหรือมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกต้องนะครับ

5. ดื่มแอลกอฮอล์ให้พอประมาณ
          การดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจะเป็นผลร้ายต่อตับมากเป็นพิเศษ ซึ่งทุกคนทีดื่มน่าจะรู้อยู่แล้วนะครับ แต่ก็ยังดื่มกัน การดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุหลักในการเกิดมะเร็งช่องปากและลำคอโดยตรงนะครับ และยังมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย

6. หลับให้สนิท
          ผลการวิจัยพบว่าสารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สมองผลิตในระหว่างที่คนเรานอนหลับมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับมะเร็งนะครับ และถ้าหากอยากให้ช่วยป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เราก็ต้องนอนหลับแบบสนิทต่อเนื่องในห้องที่มืดเท่านั้นครับ

7. มาจากพันธุกรรม 
          มะเร็งหลายชนิดมักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ถ้าเราทราบว่าคนในครอบครัวมีประวัติเจ็บป่วยด้วยมะเร็งชนิดใดถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการป้องกันมะเร็ง โดยการพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และควรแจ้งประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวให้แพทย์ทราบ เพื่อที่แพทย์จะได้ให้คำแนะนำและดูแลเราได้อย่างเหมาะสม